ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นมา10วัน (วันที่ 9 - 19 เมษายน)
รวมกลุ่มกันไปกับเพื่อนแม่ที่บริษัท แบบกึ่งๆแบคแพค คือลากกระเป๋าไปเก็บเอง หากินเอง ซื้อตั๋วขึ้นรถไฟเอง วันสุดท้ายมีไปทัวร์เองด้วย เรียกได้ว่าสัมผัสวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นจริงๆ
*วันที่ 9 เมษายน 2551*
ออกเดินทางจากบ้านไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ 3 ทุ่ม
เครื่องออกเวลาเที่ยงคืน มีเวลาเยอะแยะเลยหาอะไรกินที่สนามบิน
ได้ข้าวแกงกระหรี่หมูทอดมาจานนึง (ไม่รู้จะสั่งเมนูนี้ทำไม เดี๋ยวก็ได้กินจนเบื่อแล้วแท้ๆ)
แถมราคายังแพงกว่าอีกไม่รู้ตั้งกี่เท่า
ใช้เวลาเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งขึ้นเครื่องออกบินได้สักพัก แอร์ฯก็แจกของว่างนั่นก็คือพายไส้กรอก อร่อยดี แต่เย็นไปนิดกำหนดการที่จะถึงคือ 7โมงเช้า (เวลาญี่ปุ่น) คือต้องนอนบนเครื่องบิน
แต่ก็นอนไม่หลับหรอก เพราะเวลานั้นเป็นเวลาปกติ(ของเรา)ที่ต้องออกปั่นเลเวลนี่นา
ประมาณตี 5 เขาก็เปิดไฟปลุกให้มาทานอาหารเช้า มีให้เลือก2อย่างคือ แพนเค้ก&ไส้กรอก กับ ข้าวปลาราดซอส
แน่นอนว่าเราเลือกอย่างหลังเพราะไม่ชอบไส้กรอก แล้วแพนเค้กมันก็ไม่อิ่มด้วย
*วันที่ 10 เมษายน 2551*
ถึงสนามบินคันไซ 7 โมง เราในตอนนั้นสภาพเป็นซอมบี้เลย
ก็ 7 โมงน่ะ มันเวลานอน(ของเรา)นี่นา
ทำเรื่องผ่าน ตอ. เรียบร้อยแล้วก็เริ่มลากกระเป๋าขึ้นรถไฟเลย
เป็นรถไฟรับส่งจากสนามบินเข้าตัวเมือง (สนามบินคันไซสร้างขึ้นโดยถมที่ลงไปในทะเล)
ในรถไฟสะดวกกว่าบนเครื่องบินเสียอีก เพราะกว้างกว่า อยู่บนเครื่องบินแค่กระดิกขายังไม่ได้เลย
ห้องน้ำก็สะอาด แบบว่า ไม่ใช้ระบบเซ็นเซอร์ก็กดปุ่ม มีอยู่2อย่าง ไม่น่ายี้เท่าจีน(เทียบกันไม่ได้)
นั่งรถไฟไปประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงโอซาก้า ลากกระเป๋าต่อรถไฟอีกขบวนไปยังโรงแรม
โรงแรมที่พักนี้เป็นโรงแรม3ดาว อยู่ใกล้กับสถานนีรถไฟJR แบบเขาสร้างมาเพื่อนักธุรกิจอะไรทำนองนั้นมั้ง
แบบเน้นเดินทางสะดวกแล้วค่อนข้าง friendly ฝากกระ
เป๋าได้ทั้งวัน แถมมีเน็ตให้เล่นฟรี(แต่จริงๆมีกระปุกติ๊บให้หยอดนะ)
ออกจากโรงแรมนั่งรถไฟสายเดิมไปต่อรถไฟหลักไปเกียวโต
ที่สถานีเห็นเมล่อนปังเลยลองซื้อมากิน แต่ว่าหวานโคตรๆ แบบว่าแพ้ของหวาน ขอบาย
ถึงเกียวโตเขาก็ปล่อยให้เราไปหาอะไรกินเองที่เกียวโตสเตชั่น ได้เทมปุระกับปลาหมึกทอดมา
ที่ที่ซื้อเป็นเหมือนซุปเปอร์มาเก็ตน่ะ เลยไม่มีร้านให้นั่งกิน เลยต้องไปหาที่นั่ง นั่งกิน
กินเสร็จรวมตัวกันขึ้นรถเมล์ไปกินคาคุจิ(แต่ไม่ได้เข้าไปที่กินคาคุจิหรอกนะ)
แต่เราไปนี่แทน เดินชมซากุระที่ "ถนนสายนักปราชญ์" (กลางฝนตกพรำๆ)
ด้วยเส้นทางที่ยาวถึง 1.8 กิโลเมตร จึงทำให้เราต้องเดินลากขาไป
เขาว่าที่นี่ในวันที่อาอาศดี จะมีศิลปินมานั่งวาดรูปเต็มไปหมด
ที่นี่สวยดีนะ แบบว่าเดินชมซากุระริมคูน้ำ ดูโรแมนติกดีนะ แบบว่าน้ำเขาใสมาก
ที่ประเทศไทยมีไหมน้อ ถึงจะเป็นน้ำตกในเขาก็ไม่เห็นน้ำใสขนาดนี้ ใสจนมองลงไปเห็นก้อนกรวดใต้ผิวน้ำ
เสียดายที่ฝนตก ดอกซากุระเลยดูโรยๆไปบ้าง อยากให้เมื่ออากาศดีจัง จะสวยขนาดไหน
รอบๆก็จะมีร้านขายของเป็นระยะๆ ร้านนึงตกแต่งน่ารักมากเลย แบบทั้งร้านมีแต่แมว
ขายซอฟต์ครีมด้วย น้องเราก็ซื้อมาอันนึง แบบว่าอากาศก็เย็น ฝนก็ตกยังมากินซอฟต์ครีมอีก ฮา
ต่อไปนั่งรถเมล์ไปที่วัดคิโยมิซึ(วัดน้ำใส) เชื่อจริงๆแล้วว่าที่นี่น้ำใสจริงๆ
ตอนไปนี่สิลำบาก รถเมล์ที่ญี่ปุ่นเป็นแบบที่คงจะไม่ได้เห็นในบ้านเรา คือ
1. รถขับช้ามากๆ แล้วก็บริการดี ขนาดที่ว่าคนแก่ลงรถช้าก็ไม่ว่าอะไร
เป็นเมืองไทยคง "รีบๆหน่อยสิยาย จะรีบไปเข้าอู่" อะไรประมาณนั้น
2. จอดรถตรงป้าย ชนิดว่าอีกเมตรนึงไม่ถึงป้ายก็ไม่เปิดประตู
มีเรื่องฮาอยู่เรื่องนึง ด้วยความที่เราเป็นคนไทย แล้วตอนนั้นรถจะหยุดใกล้ถึงป้ายแล้วแบบอีกไม่เกิน2เมตร
คนไทยจำนวน27คนได้วิ่งตามไปขึ้นรถเมล์ แต่คนขับก็ไม่เปิดประตู พร้อมทำท่าเหวอๆ ฮา
พอขึ้นรถได้ก็นรกอีก คนแน่นมากๆ แค่พวกเราก็เต็มรถแล้ว อัดกันเป็นปลากระป๋อง
แถมรถขับช้าเพราะฝนตกอีก กว่าจะไปถึงวัดแทบตาย
ถึงวัดคิโยมิซึแล้ว ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมากเพราะฝนตก (จริงๆนะ ดูในรูปสิ)
แต่ก็ค่อนข้างประทับใจ อลังการดี
สำหรับคนที่ไม่รู้ข้อมูล วัดนี้เป็นวัดที่สร้างชานที่ยื่นออกมาจากที่สูงโดยไม่ใช้ตะปู แต่ใช้สลักเอา (ซึ่งเราไม่มีรูป)
แล้วมีความเชื่อที่ว่า มาแล้วต้องดื่มน้ำที่มาจากท่อไม้ไผ่สามสาย จะโชคดี
โดยจะแบ่งเป็นเรื่อง การเงิน การงาน ความรัก ซึ่งเลือกดื่มได้แค่สายเดียวเท่านั้น (เอามาจากการ์ตูนนะ)
ซึ่งพี่ไทยเล่นดื่มทุกสาย แต่ตัวเราเองไม่มั่นใจเลยไม่ดื่ม แบบกลัวเป็นปากนกกระจอกอ่ะ
ไปแบบไม่มีไกด์เลยไม่มีข้อมูลอะไรมาก (ข้อมูลที่บอกไปเป็นประโยชน์น่าดู)
กลับจากวัดคิโยมิซึนั่งรถเมล์มาลงที่เกียวโตสเตชั่นในสภาพปลากระป๋องเช่นเดิม
แล้วเดินทางกลับโรงแรม แวะทานอาหารข้างๆโรงแรม เป็นร้านแบบหยอดเหรียญสั่งอาหาร
ระบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แบบว่าไม่มีสั่งแล้วได้ของไม่ตรงกับที่สั่ง นอกจากเรากดผืดเอง
เราสั่งปลาซาบะย่าง เป้นอะไรที่อร่อยสุดๆ ไม่รู้ว่าเพราะหิวด้วยหรือเปล่า
ร้านนี้ดีอีกอย่างตรงที่เดิมข้าวได้ฟรี แต่คงไม่เติมล่ะเพราะต้องกินข้าวของแม่อีก(แม่เป็นคนทานน้อย)
ของแม่เป็นข้าวแกงกระหรี่หมูทอด(อีกแล้ว) แต่อร่อยกว่าที่สนามบินมาก
รสชาติเข้มข้นเลยทีเดียว ให้น้ำแกงกระหรี่เยอะด้วย อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาแล้ว
กลับมาถึงโรงแรมนี่อาบน้ำแล้วนอนเลย (ไม่ได้นอนมา48ชั่วโมง)
*วันที่ 11 เมษายน 2551*
ตื่น 7 โมงเช้า ลงมากินข้าวที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ คือ ข้าวปั้น กับซุปมิโซ...
ไม่รู้ว่าคนญี่ปุ่นทานแบบนี้กันเป็นประจำทุกเช้ารึเปล่านะ แต่ที่รู้ๆคือว่าเรากินแบบนี้แทนทุกเช้าเลย TTATT
จากนั้นออกเดินทางไปปราสาทโอซาก้า (จริงๆโปรแกรมวันนี้มีให้เลือก2อย่างคือ ปราสาทโอซาก้า หรือ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ แต่เราไม่ชอบสวนสนุดเลยเลือกที่นี่ดีกว่า)
นั่งรถไฟมาปราสาทโอซาก้า(วันนี้ซื้อตั๋วเองด้วยนะขอบอก)
ไม่ยาก แค่หาสถานีบนแมพรถไฟให้เจอก็พอ(ยุบยับเป็นเส้นสลิ่มพันกัน)
ข้อมูลเล็กน้อย (เล็กน้อยจริงๆ) ปราสาทโอซาก้า เป็นของโชกุน โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ
ที่เห็นนี่ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่เพราะของเก่าถูกไฟไหม้ไป ตอนนี้ภายในเลยเป็นพิพิธภัณฑ์แทน
รอบๆก็เป็นสวนสาธารณะเอาไว้พักผ่อนหย่อยใจได้อีกด้วย
ประทับใจระบบการฉายภาพของที่นี่จริงๆ คือเป็นCG3มิติ บอกไม่ถูก แต่อยากให้ที่ไทยทำบ้างจัง
ก่อนจะออกจากบริเวณปราสาทก็หาอะไรทานนิดหน่อย ได้มาเป็นคิทซึเนะอุดง กับทาโกยากิ และ ดังโกะ

หนวดปลาหมึกในทาโกยากิบิ๊กเป้งมาก
จากนั้นขึ้นรถไฟไปต่อที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอซาก้า(ไคยูคัง)
ที่นี่ก็จะรวมสัตว์น้ำไว้หลายชนิด
เข้าไปตอนแรกก็เจอตัวนากเลย แล้วก็นกเพนกวิ้น ปลาโลมา สัตว์น้ำ ฯลฯ
แบบว่ามาที่นี่แล้วประทับใจมาก ของเขาดีจริงๆ
จากนั้นกลับมาที่พัก คราวนี้แยกย้ายกันเดินละ
ย่านแถวที่พักก็จะมีพวกห้างแล้วก็ร้านขายของเยอะแยะ
แล้วก็ไปได้ยูกาตะมาตัวนึงล่ะ ราคาก็ถูกกว่าจ้างตัดที่ไทยเยอะเลย
ยังไม่มีรูป เอาไว้ถ้าใส่แล้วจะถ่ายรูปให้ดูละกัน 55555
พอก่อนดีกว่า แค่นี้ก็อ่านกันตาแฉะแล้วเนอะ



























