****** กรุณากด ctrl+F5 ก่อนเข้าชมนะเคอะ ******
ภาคสุดท้ายแล้วนะ
เอนทรีนี้ยาวหน่อย
อยากให้เป็นแค่ไตรภาคพอ
(ไม่อยากเป็นแบบสตาร์วอร์)
เพราะงั้นภาคสุดท้ายเลยต้องอลังการใช่ไหม
เคี๊ยก เคี๊ยก เคี๊ยก
เอ้าใครยังไม่ไดชมภาค 1 กับภาค 2
เที่ยวญี่ปุ่น 10 วัน ภาค 1
เที่ยวญี่ปุ่น 10 วัน ภาค 2
เชิญชม
*วันที่ 14 เมษายน 2551*
วันนี้เปลี่ยนอาหารเช้าเป็นข้าวกล่อง rawson
ออกจากโรงแรมไปชมภูเขาไฟฟูจิ
นั่งรถไฟท้องถิ่นนานมาก หลับไป 3 ตื่นได้
ระหว่างนั่งรถไฟก็เห็นภูเขาไฟฟูจิสักที
(เหมือนจะเคยได้ยินว่าเป็นภูเขาไฟที่สวยที่สุดในโลกนะ ไม่แน่ใจ)
แต่มีเมฆนิดหน่อย สภาพอากาศไม่ค่อยดี
ว่ากันว่าภูเขาไฟฟูจินั้นเป็นภูเขาไฟขี้อาย
ชอบหลบอยู่หลังเมฆ
ดังนั้นเห็นแค่นี้ก็คุ้มแล้ว
แต่ถ้าอยากให้คุ้มจริงๆต้องมาช่วงเดือนพฤศจิกายน
มาถึงก็ทานอาหารกลางวันเลย(เห็นไหมว่านั่งรถไฟนานจริงๆ)
ที่สั่งมาคือสปาเก็ตตี้สไตล์ญี่ปุ่น(รูปอยู่ข้างล่าง)
ก็มีเห็ดกับซอสญี่ปุ่น
อร่อยดีเหมือนกัน
ที่โต๊ะมีเครื่องปรุงอยู่1อย่างคล้ายๆน้ำพริกเผา
แต่ของที่นี่เราว่าเผ็ดกว่านะ
เลยใส่ซะ แบบนี้แหล่ะ ไม่ได้กินเผ็ดมานาน
(แต่ก็ใส่พริกเผาไปซะปากชาเหมือนกัน)
ทานเสร็จขึ้นเคเบิ้ลคาร์ชมทะเลสาปคาวากุจิ
จริงๆแล้วมีหลายโปรแกรมให้เที่ยว
เช่น นั่งรถบัส เดินเที่ยวเอง ล่องเรือ ชมทะเลสาป
แต่เรามีเวลาไม่มากขนาดนั้น
เลยแยกกันไป ใครอยากเที่ยวแบบไหนก็ตามใจชอบ
แต่เรามันครอบครัวคนแก่ขอขึ้นกระเช้าชมวิวพอ กร๊ากกกกก
เขาว่าเดินรอบทะเลสาปจะมีจุดที่เห็นภูเขาไฟฟูจิแตกต่างกัน
และมีจุดนึงจะเห็นเงาภูเขาไฟฟูจิกลับหัวลงในน้ำพอดี
แต่ใครจะไปเดินฟระ เกือบ2กิโลเชียวนะเฟร้ย!!!
โฉมหน้าสปาเก็ตตี้สไตล์ญี่ปุ่น
เสร็จแล้วนั่งรถไฟที่แสนยาวนานกลับมาโตเกียว
เดินชิจูกุพร้อมรับประทานอาหาร
อาหารมื้อเย็นร้านที่เราไปกินนั้นสุดแสนจะอภิมหาเยอะ
(รู้สึกร้านนี้จะขึ้นชื่อเรื่องขาหมูนะ)
สั่งชุดเซ็ต ข้าวไข่เจียว มีโซบะแถมด้วย
สารภาพว่ากินไม่หมดค้าบบบบ
กินเสร็จก็ลองเข้าไปดูเกมเซ็นเตอร์ที่ญี่ปุ่น
น้องร้องอยากได้ฟิกเกอร์ลักกี้สตาร์
ให้เราจับให้(ตู้จับตุ๊กตาที่นี่ใส่ฟิกเกอร์ลงไปด้วย)
แต่ยังไงก็จับไม่ได้เลยมาจับฮารุฮิแทน
แล้วก็ดันได้อีกด้วย
สรุปสูญเงินไปมูลค่า 800 เยน (266 บาท)
เฮ้ย นี่มันคุ้มใช่ไหม
ก่อนกลับซื้อชูครีมที่สถานี
ที่จริงอิ่มแล้วแต่โดนป้าๆในกรุ๊ปยุให้ซื้อ
จริงๆแล้วก็อยากรู้ด้วยแหล่ะว่ามันต่างกับเอแคร์ยังไง
จริงๆแล้วเราไม่ชอบเอแคร์เอามากๆเลยแหล่ะ
มันมีกลิ่นเลี่ยนๆน่าเอียนยังไงก็ไม่รู้
แต่ชูครีมนี่ผิดคาด ลูกใหญ่ อร่อยกว่า
แถมไม่มีกลิ่นเลี่ยนๆนั่นด้วย
อยากกินอีก
*วันที่ 15 เมษายน 2551*
วันนี้เราไปเที่ยวนิคโก้กัน
(จริงๆแล้วต้องออกเสียงว่านิคโกะรึเปล่าน่ะ)
ก่อนอื่นเที่ยวชมทะเลสาปชูเซ็นจิและน้ำตกเคกอนก่อน
2 ที่นี้อยู่ใกล้ๆกันเลย
ทะเลสาปบรรยากาศดีมาก น้ำใส๊ ใส
น่ามานั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่ง
แล้วก็ทานอาหารกลางวันที่นี่
(สีขาวที่พื้นน้ำตกมันคือหิมะที่ยังละลายไม่หมดนะจ๊ะ)
แล้วก็นั่งรถเมล์มานิคโก้ล่ะ
ภายในพระกอบด้วยวัดและศาลเจ้า 4 แห่งด้วยกัน
(ชื่อก็อยู่ในรูปเลยจ้า)
ประทับใจที่นี่ที่สุดแล้ว
อลังการงานสร้างสุดๆ ถ่ายรูปกันจนเมมไม่พอ
(แต่ไหงโพสรูปแค่นี้)
โอ๊ยยย ไม่รู้จะบรรยายยังไง สมแล้วที่ได้เป็นมรดกโลก
ใครจะมาญี่ปุ่นห้ามพลาด
รู้สึกส่วนใหญ่คนจะมาญี่ปุ่นเพื่อช๊อปปิ้ง ไม่ก็เที่ยวดิสนีย์กัน
จนไม่สนใจวัฒนธรรมดั้งเดิม น่าเสียดายๆ
ลืมบอกว่าที่นิคโก้นี่มีอายุมากว่า 1200 ปี
แต่ดูสิยังเก็บรักษาไว้ได้งดงามขนาดนี้
ใครไม่มา น่าเสียดาย
เสร็จแล้วขึ้นชินคันเซ็นไปอุเอโนะ
ชินคันเซ็นที่ขึ้นนี้เป็นแบบ3ชั้นด้วย ตื่นเต้นๆ
ถึงอุเอโนะช๊อปปิ้ง(เสบียงกันนิดหน่อย)
มีตึกนึงขายของถูกดี แต่ไม่รู้ว่าตึกอะไร
เสร็จแล้วก็ทานอาหารเย็นที่ร้านหยอดเหรียญ
แต่คนละสาขากับที่เคยกินนะ
รู้สึกว่าอร่อยไม่เท่า ร้านนั้นน่ะสุดยอดแล้ว
*วันที่ 16 เมษายน 2551*
วันนี้ไปไหว้พระใหญ่ไดบุทซึ (หลวงพ่อโต)
ได้เขียนแผ่นป้ายขอพรที่นี่ด้วย
เขาว่าหลวงพ่อที่นี่ศักดิ์สิทธิ์
ทริปที่แล้วมีคนมาขอลูกชาย
ก็ได้ลูกชายหน้าตาญี่ปุ่นด้วย
อ้อ แล้วก็มีสิ่งสำคัญของชาวไทยก็คือ
ต้นสนที่ ร.5 กับ ฟ้าชาย ทรงปลูกไว้
แต่ไม่แน่ใจว่ามีของพระองค์อื่นอีกหรือเปล่านะ
ต่อมามาที่ศาลเจ้าเมจิบนถนนฮาราจุกุ
ที่นี่ไม่มีอะไรมาก
แต่ประตูโทริอิแบบไม้ก็สวยดีนะ
จากนั้นเขาก็เอาเรามาปล่อยที่ย่านฮาราจุกุ
ถึงจะเป็นวันธรรมดา แต่เห็นคนแต่งโลลิต้าด้วย
ชักอยากจะมาวันวันอาทิตย์จัง
มาที่นี่ก็ต้องมาช๊อปปิ้งที่ร้านร้อยเยน
แล้วก็ถ่ายปุริคุระกับแม่กับน้องด้วย
ดีจังแถมถูกด้วย (60บาท)
ไม่เอารูปมาลงเพราะเค้าอายนะตัว
ตอนเย็นได้ไปอากิฮาบาร่า
เสียดายเดินได้แปบเดียว
ได้นิตยสารมา 1 เล่ม
แต่อยากได้โดจินมากกว่าอ่ะ
ถ้ามาเองต้องซื้อ
แล้วก็มาต่อที่อุเอโนะหาอาหารเย็นทาน
วันนี้ก็เป็นร้านหยอดเหรียญแต่ไม่อร่อยเท่าวันแรก
ตอนนี้ชักเริ่มเบื่ออาหารญี่ปุ่นแล้วล่ะ
กลับมาโรงแรมเตรียมตัวออกเดินทางไปโทยาม่า
กับการเดินทางแบบโต้รุ่ง
การนอนบนรถไปนี่มันทรมาณจริงๆ
(ที่นั่งไปเป็นรถไฟท้องถิ่นแคบๆ)
*วันที่ 17 เมษายน 2551*
รถไฟเดินทางมาถึงโทยาม่าเป็นในเวลา 6 โมงเช้า
อาหารเช้าวันนี้คือเมล่อนปังที่ซื้อมาตั้งแต่เมื่อคืน
แต่แค่นี้มันจะอิ่มท้องหรือ
รอรถไฟขบวนแรกก็ขึ้นไปกันจนเต็มขบวน
มีทัวร์เยอะด้วย ที่นั่งก็ไม่พอ
มีเจ้ญี่ปุ่นคนนึงขึ้นมาแบบว่างงเลย
ทุกเช้ารถว่างแต่วันนี้เต็มเอียด
ทำไมเราต้องลงทุนลำบากลำบนน่ะหรอ
เพราะว่าวันนี้เราจะมาเที่ยว Japan's Alp ยังไงล่ะ
มันสุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะซาร่าห์!!!!
ไม่ได้เพียงแต่นั่งรถไฟ แต่เรายังต้องต่อรถบัส ขึ้นเคเบิ้ลคาร์อีกด้วย
กว่าจะถึงบนเขื่อนเล่นเอาตัวลีบไปเลย
เสียดายที่ว่าวันนี้หิมะตกเลยไม่ได้เดินฝ่าหิมะเลย
(พนักงานเขาว่ามันอันตราย)
แต่ก็ได้สัมผัสหิมะอยู่หน่อยนึงตอนจะขึ้นรถบัส
(ถ่ายติดมือมาด้วยจะได้รู้ว่าเรามาจริง)
บรรยากาศแบบนี้มันน่าคอสคานอน
วันนี้ก็เลยกลายเป็น
"วันเกิดที่หนาวที่สุดในชีวิต"
หนาวถึงขนาดหิมะตกเลย เป็นไงล่ะ
อยู่ที่นั่นประมาณเที่ยงแล้วกลับลงมา
ตอนนั่งรถกลับนี่สลบกันเป็นแถบ
โดยหัวหน้าทริปพูดให้กำลังใจว่า
"ไม่เป็นไร ลงไปแล้วจะมีโซบะร้อนๆ รอเราอยู่"
แต่ความจริงแล้วไม่มีหรอก
อาหารเย็นวันนี้คือเบค่อนผัดซอสของ 7-11
(แต่ที่นี่เรียก 7-11 ว่า 7i )
*วันที่ 18 เมษายน 2551*
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ได้เที่ยวญี่ปุ่นแล้ว
อาหารเช้าวันนี้ก็เลยพิเศษสุดๆ
นั่นก็คือข้าวปั้นของทางโรงแรม......
.
.
.
ที่ว่าพิเศษเพราะไปซื้อไก่คาราอาเกะกับสลัดกุ้งมาจาก 7-11ต่างหาก
(ญี่ปุ่นทำสลัดแบบฝรั่งอร่อยดีนะ)
(แล้วก็เพิ่งรู้ด้วยว่า "ขุมทรัพย์อยู่ที่7-11" )
ทานอาหารเช้าเสร็จออกเดินทางไปอาซากุสะโดยรถไฟใต้ดิน
วันนี้ฝนตกแต่เช้าเลย
ที่นี่มันฝนตก เช้า สาย บ่าย เย็น รึไง
ทานอาหารกลางวันที่นี่
กำลังทานไปทานมา
สายตาก็ไปเจอะป้ายร้านอีกฝั่งผ่านกระจกเขียนว่า
"Thai Restaurant"
กรี๊ดดดดดด ตอนนี้นี้ดอาหารไทยมากเค่อะ
จากนั้นเดินทางไปย่านที่อยู่อาศัยที่มีที่ดีต่อตารางฟุตแพงที่สุดในโลก
นั่นก็คือกินซ่า
เชื่อแล้วว่าเป็นย่านคนรวยจริงๆ
ขนมที่เห็นขายอยู่ในห้างหน้าตาเหมือนที่ขายที่อื่นเลยนะ
แต่ราคาแพงกว่า 3 เท่า
แต่ขนมเขาทำได้น่ากินจริงๆ
ทั้งสีสันและขนาด ซึ่งคิดว่าคุณภาพน่าจะดีด้วย
แล้วเขาก็ปล่อยเที่ยวโดยบอกทางกลับบ้านให้
ซึ้งเราก็หลงในสถานีอุเอโนะเพราะทางออกมันมีหลายทางจัด
แม่เลยพูดว่า
"กลับโตเกียวไปซะ"
เอ้ย ไม่ใช่
ให้กลับไปตั้งต้นที่โตเกียวต่างหาก
ระหว่างทางไปเจอคนในทริปบนรถไฟพอดี
จึงสรุปได้ว่า
ใครหลงทางให้
"กลับโตเกียวไปซะ"
5555555555555
อาหารเย็นวันนี้ก็เจ้าเดิม 7-11 ครับท่าน
แต่ซื้อมาเยอะหน่อยตุนเอาไว้เพราะวันนี้ต้องขึ้นเครื่องกลับตอนตี1
ขนของจากชินโยโกฮาม่าไปขึ้นชินคันเซ็นที่โตเกียว
แล้วต่อไปที่เกียวโตอีก นั่งรถไฟเข้าสนามบินคันไซ
มาถึงตอน4ทุ่ม
ที่นี่ไม่มีอะไรเลย นอกจากตู้ขายน้ำอัตโนมัติ
อย่างกับสนามบินร้าง
เช็คอินนานมาก เพราะมีกรุ๊ปทัวร์คนไทย 3 กรุ๊ป ด้วยกัน
(สรุปคือเปิดช่องเดียว)
เข้ามาข้างในถึงจะเห็นร้านขายอาหาร
(ซึ่งเปิดร้านเดียว)
เข้ามาข้างในได้ก็อบอุ่นดีเพราะมีแต่คนไทย
มีร้านขายของปลอดภาษีเปิดแค่ร้านเดียว
และภายในร้านก็เต็มไปด้วยคนไทย
แม่เลยว่าจะใช้เงินที่เหลือ(เพียงน้อยนิด)
ซื้อของให้หมดไปเลย ขี้เกียจแลกคืน
ตอนรอขึ้นเครื่องไปด้อมๆมองๆตู้โทรศัพท์พร้อมเงิน100เยน
แต่ไม่รู้จะใช้ยังไง(จริงๆก็กะว่าใช้ไม่ได้หรอก)
ก็มีพี่คนนึงเอาบัตรโทรต่างประเทศมาให้ฟรี
ทราบซึ้งน้ำใจคนไทย
แต่ได้มาก็ไม่มีประโยชน์ โทรไปก็ไม่มีคนรับ
เห็นว่าเป็นอันโนนัมเบอร์รึไง
สงสัยกลัวคนทวงหนี้เลยไม่รับ
(จริงๆแล้วคนที่เราโทรไปหาก็กำลังถูกอันโนนัมเบอร์ทวงหนี้อยู่พอดี)
*วันที่ 19 เมษายน 2551*
ขึ้นเครื่องมาตอนตี 1 ครึ่ง
แล้วก็หลับเป็นตายไม่สนใจอาหารว่างแล้วเฟร้ย
ตื่นมาถึงกรุงเทพฯเวลาประมาณ6โมงเช้าโดยสวัสดิภาพ
แล้วก็หลับบนแท็กซี่ต่อ
กลับมาหลับเป็นตายจริงๆ
ตอนเย็นๆที่รักชวนไปกินหมูกระทะ
โอย ดีใจที่สุด ได้กินอาหารไทยสักที



























